HIIT คือ รูปแบบการออกกำลังกายที่ใช้เวลาไม่นาน แต่ช่วยให้ร่างกายได้ออกแรงอย่างเข้มข้น เหมาะกับคนที่อยากเพิ่มความฟิต ลดพุง หรือกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน บทความนี้ North Fitness จะพาไปรู้จักว่า HIIT คืออะไร พร้อมแนะนำ 10 ท่า HIIT สำหรับมือใหม่ เพื่อให้เริ่มต้นได้อย่างเข้าใจและเหมาะกับร่างกายของตัวเองค่ะ
Key Takeaway
- HIIT คือ การออกกำลังกายแบบหนักสลับพัก ที่ช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานสูงในเวลาสั้น
- เหมาะกับคนที่อยากเพิ่มความฟิต ลดพุง และเผาผลาญไขมัน แต่ควรเริ่มจากระดับที่ร่างกายรับไหว
- HIIT Workout คือ รูปแบบการฝึกที่ทำได้หลายท่า เช่น High Knees, Jump Squats, Burpees
- การฝึก HIIT Exercise ควรวอร์มอัปก่อนทุกครั้ง คุมฟอร์มให้ถูก และพักให้เหมาะสมระหว่างเซต
HIIT คืออะไร
HIIT หรือ High Intensity Interval Training คือ รูปแบบการฝึกที่ใช้ความเข้มข้นสูงในช่วงเวลาสั้น ๆ สลับกับช่วงพัก เช่น วิ่งอยู่กับที่ ย่อกระโดด วิดพื้น หรือท่าที่ใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อมกัน หรือใช้เครื่องออกกำลังกายเพื่อช่วยเพิ่มความต่อเนื่อง เช่น ลู่วิ่งไฟฟ้า หรือจักรยานออกกําลังกาย
ฝึก HIIT อย่างไรให้ถูกวิธี
การฝึก HIIT คือ การออกกำลังกายหนักสลับพัก จึงไม่ควรเริ่มแบบหักโหมค่ะ โดยแนวทางฝึก HIIT ให้ถูกวิธี มีดังนี้
- วอร์มอัปก่อนเริ่มทุกครั้ง: อบอุ่นร่างกายประมาณ 5-10 นาที เพื่อเตรียมกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และระบบหัวใจให้พร้อม
- เริ่มจากเวลาสั้นก่อน: มือใหม่อาจเริ่มออกแรง 20-30 วินาที พัก 30-60 วินาที ทำ 4-6 รอบ แล้วค่อยเพิ่มความหนัก
- เลือกท่าให้เหมาะกับร่างกาย: หากยังไม่คุ้นกับการออกกำลังกาย ควรเริ่มจากท่าแรงกระแทกต่ำ หรือท่าพื้นฐานก่อน
- คุมฟอร์มให้ถูก: ไม่ควรทำเร็วเกินไปจนเสียฟอร์ม เพราะอาจทำให้เจ็บเข่า หลัง หรือข้อมือได้
- พักให้พอ: หากเวียนหัว แน่นหน้าอก หายใจไม่ทัน หรือเจ็บผิดปกติ ควรหยุดพักทันที ไม่ควรฝืน
สำหรับคนที่ต้องการวางแผนออกกำลังกายให้เป็นระบบ สามารถใช้ตารางออกกำลังกายเพื่อช่วยจัดวันฝึก วันพักและระดับความหนัก หรือเลือกใช้เครื่องออกกําลังกายที่บ้าน เช่น เครื่องเดินวงรี เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการฝึกค่ะ
10 ท่า HIIT พื้นฐานสำหรับมือใหม่ ได้อย่างไร
สำหรับมือใหม่ที่อยากเริ่ม HIIT Workout สามารถทำตาม 10 ท่า HIIT พื้นฐานแบบง่าย ๆ ดังนี้
1. High Knees – ท่าคาร์ดิโอเร่งการเผาผลาญ
การออกกําลังกาย HIIT High Knees เป็นท่าคาร์ดิโอเร่งการเผาผลาญที่ยกเข่าสูงอยู่กับที่
ขั้นตอนการทำ High Knees
- ยืนตัวตรง แยกเท้ากว้างประมาณช่วงสะโพก
- งอศอกไว้ข้างลำตัว หรือยกมือระดับเอว
- ยกเข่าขวาขึ้นสูงระดับสะโพก
- วางเท้าขวาลง แล้วสลับยกเข่าซ้าย
- ทำสลับซ้าย-ขวาเร็ว ๆ คล้ายวิ่งอยู่กับที่
- ทำต่อเนื่อง 40 วินาที พัก 20 วินาที (3-4 รอบ)
2. Jump Squats – ท่ากระชับต้นขาและสะโพก
Jump Squats ช่วยฝึกต้นขา สะโพก และแกนกลางลำตัว พร้อมกระตุ้นการเผาผลาญได้ดีค่ะ
ขั้นตอนการทำ Jump Squats
- ยืนแยกเท้ากว้างประมาณช่วงไหล่
- ย่อตัวลงคล้ายท่า Squat ดันสะโพกไปด้านหลัง
- คุมเข่าไม่ให้เลยปลายเท้ามากเกินไป หลังตรง
- ออกแรงจากขาและสะโพก กระโดดขึ้น
- ลงพื้นอย่างนุ่มนวล แล้วย่อตัวกลับสู่ Squat
- ทำต่อเนื่อง 30-40 วินาที พัก 20 วินาที (3-4 รอบ)
3. Burpees – ท่าเผาผลาญพลังงานทั่วเรือนร่าง
Burpees เป็นท่าคาร์ดิโอที่ใช้กล้ามเนื้อหลายส่วน ทั้งแขน ขา หน้าอก และแกนกลางลำตัว ค่อนข้างหนัก จึงควรเริ่มช้า ๆ ค่ะ
ขั้นตอนการทำ Burpees
- ยืนตัวตรง แยกเท้าประมาณช่วงไหล่
- ย่อตัวลง วางมือทั้งสองข้างบนพื้น
- กระโดดหรือก้าวเท้าไปด้านหลัง เข้าสู่ท่าวิดพื้น
- ดึงเท้ากลับมาด้านหน้าใกล้มือ
- ลุกขึ้นยืน แล้วกระโดดพร้อมชูแขนเหนือศีรษะ
- ทำต่อเนื่อง 30 วินาที พัก 30 วินาที (3 รอบ)
4. Mountain Climbers – ท่ากระชับกล้ามเนื้อหน้าท้อง
Mountain Climbers ช่วยฝึกหน้าท้อง แกนกลางลำตัว และระบบหัวใจ
ขั้นตอนการทำ Mountain Climbers
- เริ่มในท่าวิดพื้น แขนตึง วางมือใต้หัวไหล่
- เกร็งหน้าท้อง รักษาลำตัวให้ตรง
- ยกเข่าขวาขึ้นมาชิดหน้าอก
- สลับขาขวากลับไปท่าเริ่มต้น
- ยกเข่าซ้ายขึ้นมาชิดหน้าอก
- ทำสลับซ้าย-ขวาเร็ว ๆ คล้ายวิ่งอยู่กับที่
- ทำต่อเนื่อง 40 วินาที พัก 20 วินาที (3-4 รอบ)
5. Push-up with Rotation – ท่าสร้างความแข็งแรงอกและแกนกลาง
Push-up with Rotation เป็นท่าวิดพื้นร่วมกับการหมุนลำตัว ช่วยฝึกอก แขน ไหล่ และแกนกลางค่ะ
ขั้นตอนการทำ Push-up with Rotation
- เริ่มในท่าวิดพื้น วางมือกว้างกว่าช่วงไหล่เล็กน้อย
- เกร็งหน้าท้อง รักษาลำตัวให้ตรง
- งอศอก ลดหน้าอกลงใกล้พื้น
- ดันตัวกลับขึ้นสู่ท่าเริ่มต้น
- หมุนลำตัวไปด้านขวา พร้อมยกแขนขวาขึ้น
- กลับมาท่าวิดพื้น แล้วทำซ้ำอีกข้าง
- ทำต่อเนื่อง 30-40 วินาที พัก 20-30 วินาที (3 รอบ)
6. Jumping Lunges – ท่าเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อขา
Jumping Lunges ช่วยฝึกต้นขา สะโพก และการทรงตัว แต่มีแรงกระแทกค่อนข้างสูง
ขั้นตอนการทำ Jumping Lunges
- เริ่มจากท่า Lunge ก้าวเท้าขวาไปด้านหน้า
- ย่อตัวลงให้เข่าหน้าทำมุมประมาณ 90 องศา
- ออกแรงจากขาทั้งสองข้าง กระโดดขึ้น
- สลับขากลางอากาศ ให้เท้าซ้ายมาอยู่ด้านหน้า
- ลงพื้นอย่างนุ่มนวล แล้วเข้าสู่ท่า Lunge
- ทำสลับซ้าย-ขวาต่อเนื่อง
- ทำต่อเนื่อง 30 วินาที พัก 30 วินาที (3 รอบ)
7. Speed Skaters – ท่ากระชับสะโพกและต้นขาด้านข้าง
Speed Skaters เป็นท่าเคลื่อนไหวด้านข้าง ช่วยฝึกสะโพก ต้นขาด้านข้าง และการทรงตัว เพิ่มความหลากหลายใน HIIT Workout ได้ดีค่ะ
ขั้นตอนการทำ Speed Skaters
- ยืนตัวตรง แยกเท้ากว้างประมาณช่วงสะโพก
- กระโดดหรือก้าวเท้าขวาไปด้านข้าง
- ไขว้เท้าซ้ายไปด้านหลังเล็กน้อย
- ดันตัวกลับไปอีกด้าน โดยก้าวหรือกระโดดเท้าซ้ายไปด้านข้าง
- ไขว้เท้าขวาไปด้านหลังเล็กน้อย
- ทำสลับซ้าย-ขวาต่อเนื่อง
- ทำต่อเนื่อง 40 วินาที พัก 20 วินาที (3-4 รอบ)
8. Plank to Downward Dog – ท่าสร้างความมั่นคงแกนกลางลำตัว
Plank to Downward Dog ช่วยฝึกแกนกลาง ไหล่ หลัง และความยืดหยุ่นของร่างกายค่ะ เหมาะสำหรับใช้สลับกับท่าที่มีแรงกระแทกสูง เพื่อให้ร่างกายได้ฝึกการควบคุมลมหายใจและความมั่นคงของลำตัว
ขั้นตอนการทำ Plank to Downward Dog
- เริ่มท่า Plank มือใต้ไหล่ ลำตัวตรง
- เกร็งหน้าท้อง ดันสะโพกขึ้นเป็น Downward Dog
- เหยียดแขน กดส้นเท้าลง
- กลับสู่ Plank แล้วทำซ้ำ โดยคุมลมหายใจ
- ทำต่อเนื่อง 30-40 วินาที พัก 20 วินาที (3 รอบ)
9. Russian Twists – ท่าบริหารกล้ามเนื้อท้องด้านข้าง
Russian Twists เป็นท่าที่เน้นกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้างและแกนกลางค่ะ มือใหม่สามารถวางเท้าบนพื้นก่อน ไม่จำเป็นต้องยกขาขึ้น และควรหมุนลำตัวอย่างควบคุม ไม่เหวี่ยงแรงเกินไป
ขั้นตอนการทำ Russian Twists
- นั่งงอเข่า เอนตัวเล็กน้อย
- เกร็งหน้าท้อง มือไว้หน้าอก (หรือถือเวทเบา)
- หมุนลำตัวซ้าย-ขวาอย่างควบคุม
- ทำ 40 วินาที พัก 20 วินาที (3 รอบ)
10. Broad Jump with Backpedal – ท่าฝึกแรงระเบิดและสปีดต้น
Broad Jump with Backpedal เป็นท่าฝึกแรงขาที่เหมาะกับคนที่มีพื้นฐานการออกกำลังกายพอสมควร หากยังไม่พร้อมกระโดดไกล สามารถปรับเป็น Step Forward และ Backpedal แบบเบา ๆ ได้ค่ะ
ขั้นตอนการทำ Broad Jump with Backpedal
- ยืนเท้ากว้างระดับไหล่ ย่อเข่าเตรียมกระโดด
- เหวี่ยงแขน กระโดดไปด้านหน้า
- ลงพื้นเข่างอเล็กน้อย
- ถอยหลังกลับจุดเริ่ม (Backpedal)
- ทำ 30 วินาที พัก 30 วินาที (3 รอบ)
สามารถศึกษา HIIT กับ Cardio ต่างกันอย่างไร เพิ่มเติม เพื่อเลือกวิธีออกกำลังกายให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเองค่ะ
เริ่มต้นออกกำลังกายแบบ HIIT ดีอย่างไร
ข้อดีของ HIIT คือใช้เวลาไม่นาน แต่ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญและเพิ่มความฟิตได้ดี ฝึกได้ทั้งแบบใช้อุปกรณ์และไม่ใช้อุปกรณ์ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิต หากต้องการฝึกที่บ้านให้ต่อเนื่อง อาจทำร่วมกับการเดินชันบนลู่วิ่ง เพื่อปรับระดับความหนักให้เหมาะกับเป้าหมายค่ะ
ข้อควรระวังในการเล่น HIIT มีอะไรบ้าง
ข้อเสียและข้อควรระวังในการเล่น HIIT มีดังนี้
- ไม่ควรฝึกทุกวัน ควรมีวันพักให้ร่างกายฟื้นตัว
- มือใหม่ควรเลี่ยงท่ากระโดดหรือแรงกระแทกสูง
- หากเวียนหัว เจ็บหน้าอก หรือหายใจผิดปกติ ควรหยุดทันที
- ผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดัน หรือปัญหาข้อเข่า ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่ม
- ควรเลือกรองเท้า พื้นที่ และอุปกรณ์ให้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงบาดเจ็บ
หากต้องการใช้เครื่องคาร์ดิโอร่วมกับ HIIT ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ เช่น ลู่วิ่งไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี หรือ เครื่องเดินวงรี ยี่ห้อไหนดี เพื่อเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะกับการใช้งานจริงค่ะ
คำถามที่พบได้บ่อย (FAQs)
HIIT ควรเล่นกี่นาที?
มือใหม่ควรเริ่มเล่น HIIT ประมาณ 10-15 นาที/ครั้ง เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้นค่อยเพิ่มเป็น 20-30 นาที/ครั้ง
HIIT 30 นาที กี่แคล?
HIIT 30 นาที เผาผลาญได้ประมาณ 240-420 แคลอรี ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว ความเข้มข้นของท่า และเวลาพักระหว่างเซต
HIIT เหมาะกับใคร?
HIIT เหมาะกับคนที่ต้องการออกกำลังกายในเวลาสั้น เพิ่มความฟิต ลดพุง หรือเผาผลาญไขมัน แต่ควรปรับระดับให้เหมาะกับร่างกายค่ะ
สรุป HIIT คืออะไร เริ่มฝึกให้เหมาะกับตัวเอง กับ North Fitness
HIIT คือ การออกกำลังกายแบบเข้มข้นสลับพัก ช่วยใช้พลังงานสูงในเวลาสั้น เหมาะกับคนที่อยากเพิ่มความฟิต ลดพุง และกระตุ้นการเผาผลาญไขมันค่ะ ควรเริ่มจากท่าที่เหมาะกับพื้นฐานร่างกาย วอร์มอัปก่อนฝึก คุมฟอร์มให้ถูก และพักให้เพียงพอ เพื่อลดความเสี่ยงบาดเจ็บ
สำหรับคนที่อยากออกกำลังกายที่บ้าน หรือวางแผนจัดพื้นที่ฟิตเนส North Fitness ให้บริการทำห้องฟิตเนสและจัดสรรอุปกรณ์คุณภาพ เพื่อให้ได้ห้องฟิตเนสส่วนตัวที่ปลอดภัย ใช้งานได้จริง และตอบโจทย์เป้าหมายการออกกำลังกายค่ะ
ช่องทางการติดต่อ
- Facebook : NorthFitness
- TEL : 095-324-6465
- LINE : @northfitness



